คำถามที่พบบ่อย - การแพทย์ไทย-จีน

FAQs - การแพทย์ไทย-จีน

ประเด็นเกี่ยวกับสมุนไพรจีน 

สถาบันการแพทย์ไทย-จีน  โทร. 02 149 5676 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก


ประเด็นเรื่อง มหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนด้านการแพทย์แผนจีน 

สำนัก/กอง สถาบันการแพทย์ไทย-จีน โทร. 02 149 5676


ประเด็นเรื่อง การให้บริการฝังเข็ม 

สำนักงานการแพทย์ไทย-จีน  โทร. 02 149 5676

ป้องกัน 

-ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด และลดความดันโลหิตโดยไม่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

-เสริมภูมิต้านทานและต้านเนื้องอกและมะเร็ง

-เสริมสร้างสมรรถนะของตับให้ทำงานได้ปกติหรือดีขึ้น

-ลดระดับไขมันในเลือด ระดับคอเลสเตอรอล

-ชะลอความชรา

 

การรักษาด้วยยาสมุนไพรจีนมีหลายรูปแบบ

-ยาต้ม ใบสั่งยาหรือตั๋วยาต้องได้รับจากแพทย์จีนเท่านั้น โดยต้องผ่านการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์จีนก่อน

-ยาลูกกลอน ยาแคปซูล ยาชงพร้อมดื่ม ยาผง และยาเม็ด ต้องผ่านการรับรองและการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งสามารถดูข้อมูลยาที่ผ่านการขึ้นทะเบียนได้ที่ www.fda.moph.go.th

ในกรณีที่ต้องทานยาแผนปัจจุบันด้วยควรดื่มยาจีนเว้นห่างจากยาแผนปัจจุบัน 1 ชั่วโมง 

 

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านการแพทย์แผนจีนที่ได้รับการรับรองแล้วจากคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนมีทั้งสิ้น 8 แห่ง ดังนี้

1.คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

2.วิทยาลัยการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

3.คณะการแพทย์แผนจีน วิทยาลัยนครราชสีมา

4.สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

5.คณะแพทย์ตะวันออก วิทยาลัยเชียงราย

6.วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออกมหาวิทยาลัยรังสิต

7.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

8.วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยทุกแห่งเปิดสอนหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 5-6 ปี ทั้งนี้รายละเอียดของหลักสูตรจะแตกต่างกันไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย

เรียนจบแล้วสามารถสอบใบประกอบโรคศิลปะได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนอันฮุย เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรการแพทย์แผนจีนในต่างประเทศ ที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีน 

- อัมพฤกษ์ อัมพาต แขน-ขาอ่อนแรง

- ปวดเส้นประสาทบนใบหน้า ,โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก

- เจ็บ ปวด ตึง กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณต่างๆ เช่น   บ่า ไหล่ สะบัก ท้ายทอย ต้นคอ หลัง เอว สะโพก แขน ขา ข้อเข่า น่อง ข้อเท้า ส้นเท้าเป็นต้น

- ชา หรือปวดจากเส้นประสาทเสื่อหรือถูกกดทับ

- ปวดศีรษะ ไมแกรน นอนไม่หลับ เครียด ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล

- ท้องผูก ปวดท้องกระเพาะ ท้องอืด

- โรคภูมิแพ้ หอบหืด ภูมิแพ้ชนิดต่างๆ

- อ่อนเพลียง่าย หรือรู้สึกแขนขาหนัก

- โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน

- รู้สึกเหมือนมีสิ่งติดอยู่ที่ลำคอตลอดเวลา

- วัยทอง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาวะมีบุตรยากทั้งชายและหญิง

- ปวดประจำเดือน,ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช้า,เร็ว,มาไม่แน่นอน

- ลดความอ้วน กระชับกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน เช่นต้นแขน ต้นขา

- รักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ เส้นเลือดขอด

- ปรับสมดุล ,บำรุงสุขภาพ วัยเรียน วัยทำงาน ฟื้นฟู  ร่างกายหลังเจ็บป่วยหรือผ่าตัด   

• จ้ำเลือดบริเวณที่ฝังเข็ม ให้แก้ไขโดยการประคบเย็นเป็นเวลา 24 ชม. หลังจากนั้นจึงประคบอุ่น

• อาการตึงบริเวณที่ฝังเข็ม ให้พัก 1-2 ชม. อาการตึงจะดีขึ้น หรือถ้าตึงมากอาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบ

 

• ในบางรายอาจเกิดภาวะเมาเข็ม  ผู้ป่วยจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมให้นอนหงาย และดื่มน้ำหวานอุ่นๆอาการจะค่อยๆดีขึ้น 

ควรรับการรักษาสัปดาห์ละ

1-2 ครั้ง และต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ครั้ง แล้วแต่การ

พิจารณาของแพทย์ โรคเรื้อรังอาจต้องใช้ระยะเวลาใน

การรักษานานขึ้น

ก่อนฝังเข็ม

1.  รับประทานอาหารตามปกติก่อนฝังเข็มเสมอ เพราะถ้าฝังเข็มในขณะอ่อนเพลีย หรือท้องว่าง จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นลมได้ง่าย

2. สวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่น ควรเป็นเสื้อแขนสั้นหรือกางเกงที่สามารถรูดขึ้นเหนือเข่าได้สะดวก

 

ขณะฝังเข็ม

1. การอยู่ในลักษณะผ่อนคลายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบลมปราณและปรับสมดุลร่างกาย

2. ถ้ามีความรู้สึกผิดปกติ เช่น หน้ามืด เป็นลม ต้องแจ้งแพทย์ทราบทันที

 

หลังการฝังเข็ม

1. หลังการฝังเข็มไม่ควรอาบน้ำโดยทันทีควรทิ้งระยะห่างจากการฝังเข็มประมาณ 3 ชั่วโมง

2. ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะทันทีหลังการฝังเข็ม เพราะอาจเกิดการง่วงนอน 

ได้ เฉพาะสิทธิเบิกตรงกรมบัญชีกลาง

สามารถเบิกค่าฝังเข็มได้ ๑๕๐ บาท
ผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เบิกค่าฝังเข็มและเครื่องกระตุ้นได้ ๒๐๐ บาท

สตรีมีครรภ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้คลอด จะไม่สามารถทนนอนหรือนั่งเป็นเวลานานๆได้

ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เช่น โรคฮีโมฟิลเลีย

โรคมะเร็ง(ที่ยังไม่ได้รับการรักษา)

โรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ฯลฯ

- ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ(Pacemaker) ห้ามรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นเข็มด้วยไฟฟ้า

- ผู้ป่วยที่ตื่นเต้นหวาดกลัวต่อการรักษามากเกินไป ทั้งที่ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ยังควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้

- ผู้ป่วยที่เหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกายอย่างหนัก

- ทารกเด็กเล็ก ผู้ป่วยทางจิต โรคสมองเสื่อม ที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือในการรักษาได้

 

โมบายแอปพลิเคชัน

ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้​ 

 

appstore

 

playstore

สามารถติดต่อเราผ่าน Line

ได้แล้ววันนี้

 

สแกนเเพื่อเพื่มเพื่อน 

เพิ่มเพื่อน

ติดตาม กรมการแพทย์แผนไทยฯ

ผ่านทางโซเชียลมีเดีย​ได้ที่ 

 

facebook icon youtube icon youtube icon 02

old webfeedback footer

logo DTAM 2017
กรมการแพทย์แผนไทย
และการแพทย์ทางเลือก

เลขที่ 88/23 หมู่ 4 ถนนติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000  

 

โทรศัพท์ : (+66) 0-2591-7007

โทรสาร : (+66) 0-2591-7809

facebook